นี่คงไม่ใช่ครั้วแรกที่เราได้ยินการสอบเอ็นทรานซ์ และมีผู้พิการสอบเอ็นทรานซ์ได้เช่นเดียวกับบุคลเดินถนนทั่วไป..
เมื่อมีผลประกาศออกมา สื่อยังคงให้ความสนใจกับกลุ่มคนเหล่านี้ไม่แพ้ผู้ที่สอบได้คะแนนสูงสุดของประเทศ ความภูมิใจได้รับการแบ่งปันจากเด็กผู้หญิงเล็กๆถ่ายทอดออกมาจากสีหน้าและคำพูดอย่างเต็มเปี่ยม โดยที่ไม่ต้องอาศัยแววตาของเธอ ผู้ที่ชมรายการก็สามารถรับรู้ความรู้สึกของเธอได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ได้อยู่เพียงความสามสรถ วิธีการคิดในการเลือกสอบ และการเปิดดอกาสให้กับเธอเอง แต่น้ำใจของเธอยังคงเอ่่อทันเผื่อไปให้ผู้ที่พลาดหวังในครั้งนี้ “การที่สอบเอ็นฯได้ ไม่ได้หมายความว่าหนูเก่งกว่า แต่นี่หมายถึงวิธีการจัดอันดับ และถ้าหากหนูสอบไม่ได้ก็ยังมีดอกาสในการสอบรอบหลังเช่นกัน…”
แค่คำพูดสั้นๆ แต่เธอได้แบ่งปันวิธีการมองให้แก่คนตาดีทั่วไปด้วยเช่นกัน
จากรายการสั้นนั่นทำให้เราอยากรับรู้เรื่องราวของพวกเขามากขึ้น และนั่นก็ทำให้เราได้เจอกับบทพูดคุยด้านล่าง ที่เราได้หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง…ดังนี้
*******************************************
เสียงจากโลกมืด’ไม่ต้องสงสาร’ขอเพียงโอกาสและการยอมรับ!.
“โฟกัสภาคใต้“มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนน้องๆในโรงเรียน สอนคนตาบอดธรรมสถานสากล ภายใต้มูลนิธิธรรมสากล อ.ควนลัง จ.สงขลา ได้เห็นการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของน้องๆ เหมือนกับเด็กทั่วไป ต่างเพียงการมองเห็นเท่านั้นที่เขา ไม่สามารถ ทำได้ แต่ก็สามารถช่วยตัวเอง และอยู่ร่วมในสังคมได้อย่าง มีความสุข จากโรงเรียนสินคนตาบอดที่เป็นเหมือนบ้านแล้ว หลายคนมีความพร้อมและความสามารถ จนได้ออกไปเรียนร่วมกับเด็กปกติ ในโรงเรียนต่างๆ วันนี้เขาจะมาถ่ายทอดการดำรงชีวิต นอกรั้วบ้านให้เราได้ฟังกัน
นางสาววารุณี ทองปลอด หรือ เดือน อายุ 20 ปี เล่าว่า
ตอนนี้เรียนอยู่ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย(ญ.ว.) แผนกอังกฤษ-
ฝรั่ง เศส การเดินทางไปโรงเรียนจะมีรถประจำทางรับ-ส่ง
ไปโรงเรียน การใช้ชีวิตแต่ละวันก็ปกติเหมือนคนอื่นๆ
ส่วนในห้องเรียน หากมีงานที่อาจารย์เขียนบนกระดาน
เราก็วานให้เพื่อนช่วย อ่านให้ฟัง แล้วเราก็จดเนื้อหาที่อาจารย์สอน
บางครั้งก็ขอไฟล์งาน จากอาจารย์กลับไปแลกเชอร์
เอามาพิมพ์คอม เพื่อพิมพ์ออก มาเป็นอักษรเบลล์ บางครั้ง
ต้องมีเพื่อนช่วยเหลือเรา เวลาเดินสัญจรก็ใช้ไม้เท้า
“เรียนที่ ญ.ว.มา 3 ปีแล้ว ตั้งแต่ ม4
ตอนแรกที่เข้าเรียนก็ยากเช่นกัน แต่ต่อมาเมื่อเขาเห็นศักยภาพ
เขาก็ยอมรับมากขึ้น เรียนไม่ยาก ได้ผลการเรียนปานกลาง“
ก่อนหน้านี้เรียนที่สุราษฎร์ธานี โดยเรียนร่วมกับเด็กปกติ มาตั
้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มัธยมศึกษาเรียนที่โรงเรียนมัธ
ยมเพชรรัตน์กิติยาภา
เดือน เล่าต่อว่า สาเหตุที่เลือกเรียนภาษาฝรั่งเศสนั้น
โดยส่วนตัวไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ที่เลือกเพราะชอบเรียนภาษาอั
งกฤษมากกว่า ส่วนมากตนจะเครียด เรื่องการเรียนหนัก
“เราตาบอดต้องใช้ความพยายามมาก เราไม่เห็นแค่สายตา
แต่เราเรียนรู้ได้ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ มีปัญหากับเพื่อนใหม่บ้าง
บางครั้งอาจารย์ผู้สอนเขาก็ไม่เข้าใจ เราบอกว่างานที่อาจารย์สั่งนั
้น เราขอส่งสายกว่าเพื่อนคนอื่นๆเล็กน้อย
แต่มีอาจารย์วิชาการผลิตสื่อที่ให้คำแนะนำต่างๆแก่เรามาก
เวลาที่การบ้านเยอะโดยเขียนเป็นเบลล์ แล้วให้อาจารย์เขาแปล
ให้อีกทีหนึ่ง ส่วนกิจกรรมเป็นเรื่องทีต้องฝึกฝน การบ้านก็ต้องรั
บผิดชอบให้เสร็จในตอนกลางคืน แล้วตื่นตี 4 เพื่ออ่านหนัง
สือเรียนทุกวัน“เดือนเล่าและว่า
ตอนนี้เรียน ม.6แล้ว อยากสอบ
เอนทรานส์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ได้ แต่ไกลบ้าน
จึงคิดว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยากเรียนเกี่ยวกั
บศิลปศาสตร์ เพราะชอบทางด้านภาษา
เดือน เล่าต่อไปว่า สาเหตุที่ทำให้ตาบอด เนื่องจาก
ตอนเป็นเด็ก ตนเกิดก่อนกำหนด คือ คลอดตอนอายุครรภ์ 6 เดือน
จากนั้น ก็เข้าตู้อบ จึงส่งผลต่อสายตา พ่อแม่แยกทางกันตั
้งแต่เป็นเด็ก จึงอาศัยอยุ่กับตายาย รักและเคารพเหมือนพ่อแม่แท้ๆ
มาอยู่ที่นี่(โรงเรียนสอนคนตาบอด)ได้ 3 ปีแล้ว
เรื่องท้อแท้ก็มีบ้าง แต่ก็อดทน มีวิธีคิด คือ เราทำอะไรแต่ละครั
้งก็ต้องคิดถึงพ่อแม่ก่อนเป็นอันดับแรก เคยน้อยใจ
แต่กคิดเสมอว่าต้องเข้มแข็ง สำหรับอนาคตอยากเป็นครู คิดว่า
การเป็นคนตาบอดการไปประกอบอาชีพอื่นเป็นเรื่องที่ยาก และ
ใจจริงอยากช่วยน้องๆที่ด้อยโอกาส
“ตอนนี้ กำลังใจของตนนั้น คือ พ่อแม่ และคุณครูที่นี่
เคยมีคนดูถูกว่าตาบอดอย่างนี้จะไปทำอะไรได้ เลี้ยงดูพ่อแม่ไม่ได้
แต่เราก็ไม่หวั่นไหว ต้องพิสูจน์ตัวเอง“
สำหรับสังคมปัจจุบันนี้ตนมองว่าผู้คนทีจิตสำนึกต่ำลง
อยากให้ทุกคนหันมาศึกษาคุณธรรมจริยธรรม ยกจิตใจให้สูงขึ้น
สภาพจิตใจของคนต่ำลงมาก มีการแบ่งแยกชนชั้น แยกพวก
อยากให้สังคมเกื้อกูลกันมากกว่านี้
ทั้งนี้ ความช่วยเหลือที่ต้องการ คือ เรื่องสื่ออุป กรณ์การเรียนรู้
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำกรับการเรียนรู้ของเด็กๆ
เด็กชายทนงศักดิ์ พลขันธ์ หรือ นนท์ อายุ 14 ปี เล่าว่า
ตอนนี้เรียนที่โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่) เรียนอยู่ที่นี่มา 3
ปีแล้ว เดิมเป็นคนพัทลุง เรียนที่มูลนิธิ 1 ปี แล้วจึงออกไปเรียนที่ ท.2
ตอนนี้การบ้านมาก แต่ครูก็ให้การบ้านไม่ยาก เวลาครูสอนที่กระ
ดานำ เรามองไม่เห็น ก็ไม่มีเพื่อนคอยบอก แต่คุณครูจะ
เป็นคนมาบอกให้ รวมทั้ง การสอนในวิชาที่ไม่เข้าใจ อาจารย์ก็จะ
อธิบายให้เราอีกครั้ง
“ชอบวิชาภาษาไทย ชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะ
งานวรรณกรรม ความฝัน อยากเป็นครูสอนดนตรี นอกจากนี้ ยั
งสนใจเรื่องดนตรี โดยเฉพาะเปียโน และกลอง โดยตอนนี้กำลั
งเรียนเปียโนอยู่ ตอนแรกไม่มั่นใจว่าจะเรียนได้
แต่ตอนนี้มีเพื่อนๆให้กำลังใจ ใครจะว่าจะล้อ เราไม่เคยน้อยใจ
อนาคตอยากเรียนสูงๆให้ถึงปริญญาเอก “นนท์ เล่าและว่า
กิจวัตรประจำวันตื่นนอนตี 5 ครึ่งแต่งตัว เอากระเป๋าที่ชั้น 2
แล้วลงมากินข้าวเช้า จากนั้นรถมารับไปโรงเรียน เรามีเพื่อนสนิท 2
คน คือ โอม และวันเฉลิม ก็จะไปโรงเรียนด้วยกัน
ผมไม่ทราบว่าสังคมคิดกับผมยังไงเขารับผมเข้าเรียน
ผมก็ดีใจที่สุดแล้ว อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจ การปรับตัวเข้ากั
บเพื่อนสำคัญมาก เราต้องคบเพื่อนดี ก่อนนี้เคยสงสัย
ว่าทำไมเราต้องตาบอดด้วย แต่ก็คิดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้
ตอนนี้เราก็สามารถทำงานได้ทุกอย่างทั้งซักเสื้อผ้าเอง
แต่เรามองไม่เห็นแค่นั้นเอง เราต้องอดทนมากกว่าคนอื่นๆ
เรื่องที่กลัวมากที่สุด คือกลัวโดนรถชน
สาเหตุที่ตาบอด เนื่องจากเกิดก่อนกำหนด หมอไม่ปิดตา
อยากฝากแก่สังคมว่าเมื่อเห็นคนตาบอด หรือคนที่ด้อยโอกาสอื่นๆ
เราต้องช่วยเหลือ
ได้พูดคุยกับนักเรียนแล้วก็มาพูดกับอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ดูแล
โรงเรียน นั่นคือ อาจารย์อุดมศักดิ์ ข้าวหอม เล่าว่า
เดิมเป็นชาวอุบลราชธานี
เป็นศิษย์เก่าของมูลนิธิมาตั้งแต่ต้นเลย
ต่อมาเมื่อเปิดเริ่มเป็นโรงเรียนที่ขอนแก่น และทยอย
เปิดในภาคอื่นๆมาเรื่อย ต่อมาเมื่อเปิดโรงเรียนที่นี่ใหม่ๆ ช่วงนั้น
มีอาจารย์ประหยัดติดต่อให้มาอยู่ที่นี่ จึงมาช่วย
อาจารย์เล่าต่อว่า ตาบอดมาตั้งแต่อายุ9 ขวบ ตอนเรียนชั้น
ป.2 เนื่องจากแพ้ผลมะเกลือ ซึ่งเป็นยาถ่ายพยาธิ
อาจเป็นภูมิต้านทานของเราต่ำ ทำให้พิษทำลายประสาทตา
ตอนนี้เพียงรับรู้แสงเท่านั้น เห็นเป็นรูปร่างลางๆ
ที่เป็นทุกวันนี้จะว่าลำบากก็ไม่ใช้ เพียงแต่มันไม่ได้ดั่ง
ใจเราทุกอย่าง ตอนเด็กๆไม่ได้รับรู้ความรู้สึกมากมาย ก็อยู่ได้
ลำบากใจบ้างว่าเราไม่ได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กอื่น แรกๆ ไม่ได้เรียนหนั
งสือ พ่อแม่ให้อยู่บ้าน พาไปหาหมอ ทั้งหมอหลวง หมอราษฎร์ หมอผี
ก็ไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่ จนผ่านไป 4 ปี
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถรักษาได้ พ่อซึ่งทำงานใน
การศึกษานอกโรงเรียน(กศน.)ได้รับการแนะ
นำจากเพื่อนให้เราไปเรียนหนังสือ เพราะอย่างไรก็รักษาไม่ได้
ตอนนั้นไปเรียนที่ขอนแก่น ชั้น ป.3-4 พอ ป.5
ก็ไปเรียนที่โรงเรียนแถวบ้าน เมื่อจบ ป.6 ก็สอบเข้าเรียนต่อ
โรงเรียนประจำจังหวัดได้ จึงเรียน ม.ต้น ที่นั่น ตอนนั้น
คิดว่าอายุมากแล้วจึงสอบเทียบ ก็ปรากฏว่าสอบได้ ช่วยร่นระยะ
การเรียน ไปได้ 2 ปี จึงสอบเข้าธรรมศาสาร์ได้
อาจารย์ เล่าต่อไปว่า จบการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส
ด้านกฎหมายมหาชน ประมาณ 5-6 ปี จึงกลับมาเมืองไทบ
มาช่วยงานที่นี่ พร้อมเรียนต่อปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
การไปเรียนที่ฝรั่งเศส เป็นทุนของสถานฑูตฝรั่งเศส
ได้มอบทุนการศึกษา 2 ทุน ได้อาจารย์ และ อีกคนเป็นคนสาย
ตาปกติี ก็อยู่ด้วยกัน 1-2 เดือนแรก ได้รับความช่วยเหลือจาก
เพื่อนดี แต่สักพักเรามาคิดว่าเราจะพึ่งเขาอย่างเดียวคงไม่ได้ จึงตั
ดสินใจใช้ชีวิตด้วยตนเอง จึงเริ่มทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้ง
การโดยสารรถไฟใต้ดิน การซื้ออาหารในซูเปอร์มาเก็ต จากเริ่ม
แรกที่ออกมา หลงทางบ้าง ก็อาศัยถามเขา ตอนหลัง ก็กล้ามากขึ้น
การใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ใช้ภาษาฝรั่งเศส ซื้อข้าวได้ พุดคุยได้ และ
ไม่กลัวหลงทางในฝรั่งเศส
ถามว่าตัวเองประสบความสำเร็จไหม ยังไม่เคยรู้สึกว่าประ
สบความสำเร็จ แต่เราก็พอใจ
อาจารย์ เล่าต่อไปว่า สังคมปัจจุบันมีความเจริญ
มากขึ้นในแง่ของวัตถุ แตในแง่จิตใจแย่ลง ส่วนเรื่องการ
ช่วยเหลือคนตาบอด มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งการช่วย
เหลือทางสังคม หรือการยอมับทางสังคม รวมทั้งการให้สิทธิ
ทางการศึกษา
นอกจากนี้ รัฐควรดูแลเรื่องสิทธิและสวัสดิการต่างๆ
ให้มากขึ้น ในการคิดโครงการหรือก่อสร้างต่างๆ ควรเอื้อแก่คน
ทุกกลุ่ม การศึกษาต้องเปิดกว้างขึ้น พูดว่าสิทธิเท่ากัน
แต่โอกาสให้เขาใช้สิทธิก็ต้องมากขึ้นด้วย
ปัจจุบันยอมรับคนตาบอดมากขึ้น แต่บางองค์กร เช่น ธนาคาร
ในประเทศไทยไม่มีการเปิดกว้างให้เปิดบัญชี ปฎิเสธเพราะ
ว่าเราอ่านหนังสือเองไม่ได้ ในขณะที่ฝรั่งเศส
เราสามารถทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง เรามีบัญชีหลายบัญชี
มีเอทีเอ็ม มีการ์ดที่เราซื้อของได้สบาย เป็นความเจ็บปวด
ที่บ้านเกิดเรา แต่ไม่มีการบริการเรื่องนี้ คิดว่าเราได้รั
บการบริการอย่างนี้เหรอ
อยากฝากให้คนปกติระลึกถึงคนพิการทุกประเภท
มีเจตคติที่ถูกต้องว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนเหมือนกัน และ
เขาไม่ได้อยากพิการ ความพิการ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้
เราต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น และร่วมกันเปลี่ยนสังคมนี้ ให้เป็นสั
งคมที่ดีพร้อมสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
สำหรับผู้พิการทางสายตา ก็อยากฝากว่า ควรรับสภาพ และ
ไม่ต้องคิดน้อยใจที่ตนตาบอด แต่ให้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต
ให้เชื่อมั่นว่าเราเป็นคน ย่อมทำทุกอย่างได้หากเรามั่นใจ
การตาบอดไม่ได้เป็นอุปสรรคปิดกั้นโอกาสการดำเนินชีวิต
“เคยมีคนมาพูดว่าคนตาบอด เหมือนคนตายที่เดินได้
แม้เราไม่เห็นสว่างแต่เราสามารถเป็นคนดี
เป็นแสงสว่างแก่สังคม เป็นแสงสว่างในตัวที่เกิดจากปั
ญญาและจิตใจที่ดีงาม เป็นพลังของสังคมได้“

Leave a comment
Comments feed for this article